Transcendental Meditation Thailand

ชีวิตที่ดีจริงๆ เป็นอย่างไร?

“ชีวิตที่ดีจริงๆ นั้นอาจไม่ใช่การมีมากขึ้น แต่คือการเป็นมากขึ้นต่างหาก

และด้วยความเข้าใจเรื่อง จิตสำนึกคือทุกสิ่ง อาจจะเปลี่ยนวิธีที่เรามองหาความสุขไปตลอดกาล
พอเราเริ่มมองจากมุมนี้ นิยามของความสุข เป้าหมายในชีวิต หรือแม้แต่เรื่องผิดชอบชั่วดีก็จะเปลี่ยนไปหมดเลยครับ

ด้วยกระบวนทัศน์ของ จิตสำนึกคือทั้งหมดที่มี
ตัวของเราแต่ละคน ก็เหมือนกับคลื่นลูกเล็กๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวน้ำ หรือเป็นมุมมองหนึ่งจากจุดใดจุดหนึ่งในมหาสมุทรนั้น เราทุกคนคือมหาสมุทรที่กำลังมองโลกผ่านมุมมองของคลื่นแต่ละลูก

เป้าหมายที่จำเป็นที่จิตสำนึกสร้างมุมมองให้ดูเหมือนเราแยกส่วนจากกัน ก็เพื่อให้ตัวมันเองได้เรียนรู้ในทุกแง่มุมที่เป็นไปได้ทุกประสบการณ์ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ จะเป็นข้อมูลให้จักรวาลได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง

การที่เราเกิดมาเป็นคนๆ หนึ่งก็เหมือนกับจักรวาลส่งกล้องตัวเล็กๆ ออกมาสำรวจตัวเองจากมุมมองนี้ หากเราเข้าใจในจุดนี้ เป้าหมายของชีวิตก็จะเปลี่ยนไป จากเดิมที่เราพยายามวิ่งไล่ไขว่คว้าสิ่งต่างๆ นอกตัว หรือการมีมากขึ้น มันจะเปลี่ยนเป็นการเดินทางเข้าข้างใน เพื่อขยายการรับรู้ของเราให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนตระหนักถึงธรรมชาติที่แท้จริงของเราที่เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรนั้น นี่แหละคือความหมายของ – การเป็นมากขึ้น“

การทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร?
และหากมองเรื่องศีลธรรมผ่านแว่นที่เรียกว่าจิตสำนึกแทนปรัชญาแบบเดิมๆ หน้าตาของการเป็นคนดีจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ด้วยกระบวนทัศน์ของจิตสำนึก (Consciousness Paradigm) เป้าหมายสูงสุดของชีวิต จะไม่ใช่การทำตาม กฏหรือการสร้างความสุขให้มากที่สุด แต่คือการวิวัฒน์ทางจิตสำนึก ด้วยการขยายความเข้าใจหรือประสบการณ์ของเราไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงสภาวะที่เรียกว่า จิตสำนึกเอกภาพ (Unity Consciousness)

อุปมาที่ใช้เปรียบเทียบก็คือคลื่นในมหาสมุทร
ตอนแรกคลื่นลูกหนึ่งอาจจะคิดว่าตนเองเป็นคลื่นลูกเล็กๆ และแยกจากคลื่นลูกอื่นๆ แต่เมื่อมันพัฒนาถึงที่สุดมันจะตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นแค่คลื่น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรทั้งหมด เนื้อแท้ของมันก็คือมหาสมุทร

สำหรับจิตสำนึกเอกภาพก็เช่นเดียวกัน การตระหนักรู้ว่าตัวเรารู้สึกว่าแยกขาดจากคนอื่น ความจริงแล้วเป็นเพียงแค่การแสดงออกของจิตสำนึกหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ตัวอย่างของการทำไม่ดี ทำผิดศีลธรรม เช่น การทำร้ายผู้อื่น หรือการลักขโมย ในมุมมองนี้ไม่ใช่แค่การทำผิดกฎ แต่เป็นการกระทำที่ไปตอกย้ำและเสริมพลังให้กับความรู้สึกแบ่งแยก เหมือนกับการบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าฉันกับเขาเป็นคนละพวกกัน การกระทำแบบนี้จะดึงเราให้ถอยห่างจากวิวัฒนาการสู่ความเป็นเอกภาพ มันทำร้ายตัวเองในระดับที่ลึกที่สุด การทำร้ายผู้อื่นก็คือการทำร้ายตนเองในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการสร้างกำแพงกั้นตนเองออกจากความเป็นทั้งหมด และนั่นคือความสอดคล้องกับแนวความคิดที่ว่า “โลกคือครอบครัวเดียวกันของฉัน” ซึ่งจะทำให้การทำสิ่งที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิด ต้องพยายามอีกต่อไป มันจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เองโดยธรรมชาติ

อ้างอิงบทที่23 การทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมชาติ: How can we spontaneously do the right thing? จากหนังสือ Consciousness is all there is เขียนโดย Dr.Tony Nader

”ลองจินตนาการตามดูครับว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าความรู้สึกนึกคิด ความเป็นเรา ไม่ได้เกิดขึ้นจากเซลสมองในหัว แต่กลับกัน สมอง ร่างกาย หรือแม้แต่ ดวงดาวที่อยู่ไกลออกไป ทั้งหมดนี้เป็นแค่การปรากฏตัวของบางสิ่งที่ เรียกว่าสนามแห่งจิตสำนึก ซึ่งเป็นรากฐานของจักรวาล“

เป็นแนวคิดที่ท้าทายสามัญสำนึกจากหนังสือ Consciousness is all there is ที่เขียนโดย Dr.Tony Nader เราจะมาดูกันว่า แนวคิดนี้มีความเชื่อมโยงกับ ฟิสิกส์ยุคใหม่ได้อย่างไร และมันกำลังเขย่าความเชื่อทางวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ที่ว่าทุกอย่างเกิดจากสสาร หรือลัทธิสสารนิยมไว้อย่างไรบ้าง

นักวิทยาศาสตร์สายนี้มองว่าจิตสำนึกเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็น ”คุณสมบัติที่บังเกิดขึ้น“ (Emergent Property)
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับความเปียกของน้ำ คือมันไม่ได้เป็นคุณสมบัติของโมเลกุลไฮโดรเจนหรือออกซิเจน เดี่ยวๆ แต่มันเกิดขึ้นเมื่อโมเลกุลพวกนั้นมารวมตัวกันเยอะๆ ในทำนองเดียวกันเลยครับ ที่นักวิทยาศาสตร์สายนี้เชื่อว่า พอเซลประสาทที่ไม่มีจิตสำนึกมารวมกันเป็นสมองที่ซับซ้อนมากๆ จากความซับซ้อนนั่นแหละที่ให้กำเนิดจิตสำนึกขึ้นมา คือสรุปเอาเองว่าเป็น คุณสมบัติที่บังเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

แต่ไม่มีใครอธิบายได้เลยว่า กระบวนการไฟฟ้าเคมีที่เกิดขึ้นเหล่านั้น มันข้ามไปสู่ประสบการณ์ส่วนตัว ไปสู่ความรู้สึกต่างๆ เช่นการได้กลิ่นกาแฟ ความเจ็บปวด หรือความซาบซึ้งในบทกวีได้อย่างไร มันเหมือนเป็นช่องว่างที่กระโดดข้ามไปไม่ได้เลยครับ นั่นคือสิ่งที่นักปรัชญาเรียกว่า “ปัญหาที่ยากของจิตสำนึก” (The Hard Problem of Consciousness) เราอธิบายเชิงกลไกได้หมด แต่ไม่สามารถอธิบายเชิงอัตวิสัยได้เลย มันเป็นปริศนาที่ลัทธิสสารนิยมยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจจริงๆ เลยครับ

ถ้าไม่ใช่สสารสร้างจิตสำนึกแล้ว มันคืออะไร?
เราเพียงพลิกสมการเป็นตรงกันข้ามเลยครับ
หนังสือเล่มนี่เสนอว่า จิตสำนึกต่างหาก ที่เป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง สสาร พลังงาน เวลา อวกาศ ไม่ใช่สิ่งสร้างจิตสำนึก แต่เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้น ภายในจิตสำนึก

มีจุดที่ทำให้แนวคิดนี้มีความน่าสนใจมากก็คือ หนังสือเล่มนี้ชี้ไปยังแหล่งที่มาสองแหล่ง ซึ่งมาจากคนละขั้วโลก แหล่งแรกคือภูมิปัญญาโบราณ โดยเฉพาะคัมภีร์พระเวท ในส่วนที่เรียกว่า เวดานตะ ที่สอนมานับพันปีแล้ว ว่าความจริงพื้นฐาน ของจักรวาลคือ สนามแห่งจิตสำนึก ที่เป็นหนึ่งเดียว ส่วนแหล่งที่สอง ก็คือสิ่งที่ค้นพบในรอบร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง นั่นก็คือฟิสิกส์ยุคใหม่่ โดยเฉพาะ ฟิสิกส์ควอนตัม

แล้วฟิสิกส์ยุคใหม่เข้ามาสนับสนุนแนวคิดทางจิตวิญญาณนี้ได้อย่างไรหรือ โดยเริ่มมาจาก การที่นักฟิสิกส์พยายามตามหาสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดของธรรมชาติ เป้าหมายสูงสุดอย่างหนึ่งก็คือ การค้นหาสนามรวมเอกภาพ (Unified Field) ซึ่งเป็นทฤษฎีแห่งสรรพสิ่งที่ไอน์สไตน์ตามหามาทั้งชีวิต ความกล้าหาญที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เสนอไว้ ก็คือสนามรวมเอกภาพ ที่นักฟิสิกส์กำลังตามหานั้น แท้จริงแล้วก็คือสนามแห่งจิตสำนึกบริสุทธิ์นั่นเอง

แนวคิดที่ว่าจิตสำนึกคือทุกสิ่งนั้น ดอกเตอร์ เนเดอร์มีความพยายามที่จะวางมันให้เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้จริง โดยเสนอสิ่งที่เรียกว่า เสาหลักสี่ประการ ข้อแรกคือเหตุผล คือต้องเป็นทฤษฎีที่มีตรรกะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
ข้อที่สองคือต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์จากการสังเกตการณ์มาสนับสนุน โดยรวมเอาประสบการณ์เชิงอัตวิสัยจากการฝึกสมาธิของผู้คนนับล้านจากต่างวัฒนธรรมทั่วโลกที่รายงานผลลัพธ์ที่ทำซ้ำได้และสอดคล้องกันเข้ามาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ และข้อที่สามคือ การนำไปใช้ได้จริง ทฤษฎีที่ดีต้องนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้ และข้อที่สี่คือ เป็นคำอธิบายที่เรียบง่ายที่สุดที่อิงตามหลักการ มีดโกน ออกคัม (Occam’s Razor) คือถ้ามีคำอธิบายหลายอย่างที่เป็นไปได้ คำอธิบายที่ซับซ้อนน้อยที่สุดมักจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด การบอกว่าทุกอย่างมาจากแหล่งเดียวจากจิตสำนึกนั้น เรียบง่ายกว่าความพยายามที่จะอธิบายว่า สสารที่ไร้ชีวิต สร้างประสบการณ์ขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งยังเป็นปัญหาที่ยังไม่มีใครแก้ได้

อ้างอิงบทที่ 1 ทำไมจิตสำนึกมีความสำคัญ จากหนังสือ Consciousness is all there is เขียนโดย Dr.Tony Nader

Scroll to Top